to Meet Buffett's $2.1 million lunch partner

Hong Kong hedge fund manager Zhao Danyang says the Omaha sage is "so famous, but he's just like your friend"

NEW YORK (Fortune) -- Plunking down $2.11 million for a steak lunch might seem a tad bit excessive, even to a successful hedge fund manager.

But for Zhao Danyang it was a small price to pay to dine with Warren Buffett, the man whose strategy Zhao studied to make sense of the investing world.

The manager of Hong Kong-based Pure Heart Asset Management won the lunch date in an annual online charity auction a year ago. The money goes toward the Glide Foundation, an organization that fights poverty and homelessness in the San Francisco area.

The three-hour meal of steak and seafood at Manhattan's Smith & Wollensky steakhouse, which picked up the tab, puts Zhao in the same company as the likes of David Einhorn of hedge fund Greenlight Capital. Einhorn won the lunch for a bargain $250,100 in 2003.

Buffett joined Zhao and seven of his friends and family members, but the Oracle of Omaha wasn't the only savvy investor at the table. Zhao says his fund has had a 600% return over six years. Even Buffett had to be impressed.

But Zhao, 37, pointed to the iconic investor as the influence behind his strategy: "Over the last few years I made money," he told Fortune the day after the lunch, "I contribute my success to Warren."

A decade ago Zhao owned a small consumer-electronics company in China and had some money in the stock market. But when the Asian financial markets collapsed in the late 1990s, Zhao lost a significant amount of money.

"I was very angry with myself," he says. "I said to myself, I'm never going to buy stock anymore."

That all changed after he read a book that outlined Buffett's investment strategy. It made him understand stocks in a way he never had before, Zhao says, and he became committed to the idea of value investing. In 2000 he got back into the market and soon launched his own hedge fund.

This was not the first time Zhao had seen Buffett in person. The CEO of Berkshire Hathaway (BRK.A) invited him out to his annual shareholders meeting in May in Omaha. But this time around he actually had the chance to pick his brain.

"He's so famous, but he's just like your friend," Zhao said.

Buffett has been closed-mouthed about the lunchtime conversation. "That guy just paid $2 million [for] my advice," Buffett told the New York Daily News. "I'm not going to give it to you for free."

Zhao recounted that he and Buffett did not talk about the short-term outlook, saying that as long-term investors it's irrelevant to them. But they did discuss economic cycles, a concept Zhao said was relatively new to him and to China.

They talked too about Buffett's philanthropic work. Zhao wanted to know why Buffett gave his money to the Gates Foundation instead of starting an organization of his own. Buffett told him that for the same reason people gave Buffett their money to invest because they believed he could allocate capital effectively, the billionaire gave his money to Gates because Buffett thinks Gates can do the same thing in the philanthropic world.

Zhao's 5-year-old son also was at the lunch, and Buffett told him he was fortunate to be born in China today. Both the U.S. and China will do well in the next 20 years, he said, but China will grow more quickly and provide serious opportunities.

"He said if he had a choice, he would like to be my son, lucky just like when he grew up in the U.S.," Zhao said.

Zhao was in the U.S. for 10 days on business in addition to the lunch, but in between his full schedule he managed to put down an offer on a New York City apartment. He's also thinking about opening up an office in the U.S. down the road.

"I want to live here and study everything here to learn more about America," he says. "[The U.S.] will do well in the future so it's a good time to invest now."

The bidding for next year's lunch runs through today. But not just anyone can join Buffett for a steak. All bidders must pre-qualify and have at least $25,000 lying around for the opening bid. Hours before the close, the bidding had reached $350,000.

Read more..

Dollar Cost Averaging

เทคนิค Dollar cost averaging (DCA) ถูก สร้างขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของตลาดโดยการซื้อหลักทรัพย์หรือกองทุนอย่างสม่ำ เสมอตามจำนวนเงินที่จัดสรรไว้แล้ว แทนการซื้อในคราวเดียวด้วยเงินก้อนทั้งหมดที่มี การที่ท่านลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากแต่สม่ำเสมอในระยะยาว สามารถเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลงได้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

ในการเริ่มต้นใช้เทคนิค Dollar cost averaging (DCA) ท่านจะต้องทำสิ่งต่อไปนี้

กำหนด จำนวนเงินที่สามารถลงทุนได้ในแต่ละเดือน ต้องมั่นใจว่าท่านสามารถนำเงินมาลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอไม่ขาดความต่อ เนื่อง มิฉะนั้นเทคนิคนี้อาจใช้ไม่ได้ผล เลือกประเภทการลงทุนตามความต้องการของท่านในระยะยาว 5 – 10 ปีหรือมากกว่า (กองทุนรวมดัชนีจะเหมาะสมเป็นพิเศษในกรณีนี้นื่องจากมีการกระจายการถือครองหลักทรัพย์) กำหนดช่วงเวลาลงทุนที่แน่นอน (รายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาส) หากเป็นไปได้ควรใช้ระบบการตัดเงินอัตโนมัติเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ

ตัวอย่างการลงทุนแบบ DCA Plan

ท่านมีเงิน 120,000 บาทและต้องการลงทุนวันที่ 1 มกราคม ท่านสามารถลงทุนเงินทั้งหมดที่มีในคราวเดียว หรือท่านอาจลงทุนแบบ DCA Plan โดยลงทุนทุกเดือนเดือนละ 10,000 บาทเป็นเวลา 1 ปี

การที่ท่านลงทุนเงิน 120,000 บาทในเดือนมกราคม ถ้าราคาหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาทท่านจะได้หน่วยลงทุนทั้งหมด 12,000 หน่วย ในกรณีที่เดือนมิถุนายนราคาหน่วยลงทุนลดลงเหลือ 5 บาทต่อหน่วย แล้วท่านตัดสินใจขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดเพราะความวิตกกังวล จะทำให้การลงทุนของท่านขาดทุน 50 % แต่ถ้าท่านถือครองหน่วยลงทุนต่อไปจนถึงเดือนธันวาคมแล้วราคาต่อหน่วยขึ้นกลับไปที่ 10 บาท ผลการดำเนินงานของการลงทุนของท่านจะเท่ากับศูนย์หรือเท่าทุน

แต่ในกรณีที่ท่านลงทุนโดยใช้เทคนิค DCA Plan โดยทยอยลงทุนเดือนละ 10,000 บาท เมื่อถึงเดือนธันวาคมท่านจะถือครองหน่วยลงทุนทั้งหมด 15,933 หน่วย หากราคาหน่วยลงทุนในเดือนธันวาคมอยู่ที่ 10 บาทต่อหน่วย ก็เท่ากับว่าท่านถือครองมูลค่าหน่วยลงทุนทั้งหมด 159,331 บาท หรือ กำไร 33 % เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนทั้งหมด 120,000 บาท แม้ว่าในระหว่างปี (เดือน กุมภาพันธ์จนถึงเดือนกรกฎาคม) อาจมีบางช่วงที่ผลการดำเนินงานติดลบ แต่จากการที่ท่านซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มเพื่อเฉลี่ยต้นทุนทุกเดือนจะสามารถช่วย ให้พอร์ตการลงทุนของท่านมีศักยภาพในการทำกำไรได้เร็วกว่าการซื้อครั้งเดียว



Killing Two Birds With One Stone: Combining the power of DCA with the Diversification of an index mutual fund.

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว : อำนาจที่ทรงพลังของเทคนิค DCA ร่วมกับการลงทุนในกองทุนรวมดัชนี

กองทุนรวมดัชนีเป็นกองทุนที่มีการบริหารกองทุนแบบ passive เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง เช่น ดัชนี SET-50 หรือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ การกระจายการลงทุนเช่นนี้สามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้มูลค่านับหลายพันบาทในระยะเวลาการลงทุน 10 ปีขึ้นไป เพราะค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุนประเภทนี้มักต่ำกว่ากองทุนที่มีการบริหารแบบ Active

การลงทุนแบบ DCA สามารถ ลดความเสี่ยงจากตลาดได้ ในขณะเดียวกันการลงทุนในกองทุนดัชนีสามารถลดความเสี่ยงจากบริษัทได้ การผสมผสานการลงทุนเช่นนี้จึงถือได้ว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวจาก ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว

ที่มา : สมาคม บลจ.

Read more..

ภาษีกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นการออมผ่านการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะการออมแบบผูกพันระยะยาว (Contractual Savings) ที่ผู้ออมสมัครใจออมขณะที่อยู่ในวัยทำงานและมีกำลังออม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อออมเงินไว้ใช้หลังจากเกษียณอายุไปแล้ว โดยไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน สังคม หรือรัฐบาล เป็นการเก็บออมเงินในปัจจุบันเพื่อนำไปไว้ใช้เลี้ยงชีวิตตัวเองในอนาคต

สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2542 มีดังต่อไปนี้ คือ

1. สิทธิประโยชน์ขณะดำรงสมาชิกภาพ

สำหรับเงินที่สมาชิกจ่ายสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำไปลดหย่อนและยกเว้นภาษีเงินได้ประจำปีได้เท่ากับ จำนวนเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ไม่เกิน 300,000 บาท โดย

1.1 ให้นำเงินจำนวนที่จ่ายไม่เกิน 10,000 บาท ไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี
1.2 ให้นำเงินจำนวนที่จ่ายเกินกว่า 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ทั้งนี้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 290,000 บาท ไปใช้ยกเว้นภาษีเงินได้ประจำปี

2. สิทธิประโยชน์เมื่อสิ้นสมาชิกภาพ

ในส่วนของเงินสะสมซึ่งจ่ายโดยลูกจ้างนั้นได้รับการยกเว้นภาษี แต่สำหรับผลประโยชน์ที่เกิดจาก เงินสะสม เงินสมทบ(ซึ่งจ่ายโดยนายจ้าง) และผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ จะมีภาระภาษีหรือไม่นั้นเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

2.1 ได้รับยกเว้นภาษี เมื่อสมาชิกหรือลูกจ้าง

เกษียณอายุ ตามอายุที่ระบุไว้ในข้อบังคับของบริษัทนายจ้างแต่ต้องไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี

ทุพพลภาพ ไม่ว่าสาเหตุแห่งการทุพพลภาพจะเกิดจากการปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างหรือไม่ก็ตาม แต่ต้องมีแพทย์ที่ทางราชการรับรอง ตรวจ และแสดงความเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้

ตาย ไม่ว่าสาเหตุแห่งการตายจะเกิดจากการปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างหรือไม่ก็ตาม

ลูกจ้างควรขอหลักฐานรับรองสาเหตุการออกจากงานจากนายจ้างว่า ออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือตาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานเอกสารแนบในการยกเว้นภาษีเงินได้

ส่วนกรณีเกษียณอายุก่อนกำหนด (early retirement) ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีตามเงื่อนไขนี้นะคะ

2.2 เสียภาษีบางส่วน

หากลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่สิ้นสมาชิกภาพก่อนเกษียณอายุ ให้คำนวณเงินได้ที่จะต้องนำไปคำนวณภาษีตามสูตร ดังต่อไปนี้

(เงินสมทบ + ผลประโยชน์ของเงินสะสม + ผลประโยชน์ของเงินสมทบ )? (7,000 x ปีที่ทำงานกับ นายจ้างรายปัจจุบัน) = A แล้วให้นำจำนวนเงินได้ที่คำนวณได้(A) ดังกล่าวไปหักค่าใช้จ่ายได้อีก 50% หลังจากนั้นก็นำเอาไปรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้ในปีภาษีที่ได้รับเงินนั้นตามฐานภาษีนั้นๆ ต่อไป

2.3 เสียภาษีทั้งจำนวน

หากไม่เข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งจากข้างต้นก็ต้องนำเงินทั้งสามส่วน (เงินสมทบ ผลประโยชน์ของเงินสะสม และผลประโยชน์ของเงินสมทบ )ที่ได้รับทั้งหมดมารวมเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้ในปีภาษีที่ได้รับเงินนั้นตามฐานภาษีเงินได้ต่อไป

อย่างไรก็ดีสำหรับสมาชิกที่สิ้นสุดสมาชิกภาพอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนงาน สามารถจะรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเอาไว้ได้ด้วยการขอคงเงินไว้ในกองทุนเดิมก่อน ซึ่งสามารถดำรงเงินไว้ในกองทุนเดิมได้ไม่เกิน 1 ปี โดยมีค่าธรรมเนียม 500 บาท และเมื่อได้งานใหม่แล้วจึงค่อยแจ้งโอนย้ายเงินจากกองทุนเดิมไปยังกองทุนใหม่ ก็จะทำให้ความเป็นสมาชิกภาพในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเรายังคงอยู่ต่อไป โดยไม่ต้องไปเริ่มต้นใหม่และไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วยค่ะ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถือได้ว่า เป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่นายจ้างมอบให้กับลูกจ้างในขณะที่ทำงานอยู่ เมื่อถึงเวลาที่ลูกจ้างเกษียณอายุ เงินที่นายจ้างและลูกจ้างช่วยกันสะสมและสมทบไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ ก็จะตกเป็นของลูกจ้างเพื่อไว้ใช้ดูแลตนเองต่อไปในยามแก่เฒ่า เป็นน้ำใจจากนายจ้าง สมาคมบริษัทจัดการลงทุน ขอชื่นชม และขอเป็นตัวแทนลูกจ้างขอบคุณนายจ้างทุกรายที่สมัครใจจัดตั้ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ


ที่มา : Money for Funds

Read more..

Property funds Investment

The Stock Exchange of Thailand together with Money and Wealth Magazine has organized a seminar on property fund on April 1, 2009 at The Stock Exchange of Thailand by inviting four specialists from both security and investment sectors to discuss an interesting question that most investors are concerned. What are the best investments during recession?

According to Dr. Somjin Sornpaisal, Managing Director of One Asset Management, property funds represent an attractive option for both individual and institutional investors seeking relatively low risk and stable return, especially when stock expected to remain bearish well into 2009. Since the stock market is very volatile, property funds is a good solution for investors to diversify their risks. Property funds are generally medium to long term investment that can produce steady annual dividend yield of 7-8 percent for free hold property funds and 10-13 percent for leasehold property funds. Obviously, these returns are well above bank deposit of 1 percent as well as government bond of 3.6-3.8 percent. Therefore, property fund investment will be a good alternative for investor seeking steady and high yield investment.

In addition, Mr. Sudhipongse Phuaphanprasert, Assistant Managing Director of Fund Management Department (Property) of BBL Asset Management, said that property fund investment is similar to both debt securities and equity instrument in terms of periodic return payment and buying/selling investment unit. With the declining interest rate countering recession, return from property funds are surely better deals for many investors. Besides, Mr. Sudhipongse has pointed out the pattern regarding the investment property cycle. A phase when property price increase is typically twice longer than a time when property price fall. This statistic went hand in hand with the characteristic of property funds in that investors typically should aim at long term investment of 20-30 years or more. In other words, “if you brought then and held through the cycle, you couldn’t lose”. However, if investors are interested in aggregating wealth accumulation in short term, investing in stock market will be more appropriated.

Major advantage to property funds when compared to direct investment is convenience and liquidity, and additionally, returns from property funds are exempted from personal income tax as well. However, the market capital for property fund in Thailand is approximately 500 million baht while the turnover rate is around 50,000 baht/day or 0.01 percent. In other words, though The Security and Exchange Commission plan to increase the market capital to 1,000 million baht, the market size is still very small. Consequently, investors may encounter lack of liquidity problem in buying/selling unit of property fund. Nevertheless, according to Dr. Santi Kiranand, Senior Vice President of Group Head Market Development of The Stock Exchange of Thailand, the size does not matter for property fund in providing security and stable income. Investing in property funds should depend on individual investor, and the government should play a crucial role in providing sufficient information as well as educating investor in order to increase awareness and stimulate market demand.

Mr. Therdsak Thaveeteratham, Senior Vice President of Research Division of Asia Plus Securities Public Company Limited said that property fund investment allow for general diversification within an investment portfolio. Investors can reduce their risk exposure by investing in different classification of property funds such as shopping complex, hotel, factory and office building, and they can diversify through location of each property fund as well. Mr. Therdsak also recommends investors to invest in airport property fund since it offers the highest dividend yield of 13.81 percent with a minimum guaranteed return of 6 percent. At present, Thailand has only 1 airport property fund, which is the Samui Airport. Moreover, shopping complex is another attractive investment. Although the economic is in a recession, individual still need to spend on consumption. This type of fund provides approximately 11.4percent and investors normally hold investment in long term leasehold with three-year contracts.

For all the above reason, property funds are interesting investment opportunity. Yet, investors should have clear objective of why they are investing. If the investors aim at speculation or wealth accumulation in short term, investing in stocks such as property stocks will be more suitable. Or if the investors have objective in capital preservation, then investing in government bond or bank deposit will be more appropriate. However, property fund will only be apposite when investors intend to diversify their investment portfolio and build long term secure income. Thus, investors must keep in mind that property fund is a buy and hold investment.

Read more..

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ก.ค. นี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าเตรียมซื้อขายสินค้าใหม่ "ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์" หรือ "Derivative Warrants" (DW) เดือนกรกฎาคมนี้ เชื่อมั่นแนวโน้มดีมีประโยชน์กับทั้งผู้ลงทุนและโบรกเกอร์

นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาดและงานบริการหลังการซื้อขายหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนจะรับใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ Derivative Warrants (DW) เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง DW จะเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ลงทุน เพราะเป็นตราสารที่อ้างอิงกับราคาหุ้น ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนได้สูงและยังจำกัดผลขาดทุนสูงสุดได้อีกด้วย

หุ้นอ้างอิงของ DW ที่จะซื้อขายในครั้งแรกนั้น จะเป็นหุ้น Top 10 ในกลุ่มดัชนี SET50 ซึ่งมีสภาพคล่อง และมีขนาดใหญ่ DW จะมีอายุ 6 เดือน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้ DW ต้องมีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ในเวลาที่ต้องการ

"ปัจจุบันมีบริษัทหลักทรัพย์แสดงความสนใจเป็นผู้ออก DW แล้วประมาณ 3-4 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) โดยขณะนี้มีบริษัทหลักทรัพย์ที่ยื่นขอจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว 1 ราย ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ได้เตรียมการซื้อขาย DW ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และคาดว่า DW น่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนไทย เช่นเดียวกับการซื้อขาย DW ในตลาดแถบภูมิภาคนี้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก" นางสาวโสภาวดีกล่าว

DW ที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นี้ มีลักษณะคล้ายกับใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) โดยเป็นตราสารที่ผู้ซื้อจะได้สิทธิในการซื้อหุ้นในราคาและจำนวนที่กำหนด แต่ต่างกันที่ผู้ออก DW ไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนเจ้าของหุ้น แต่เป็นบุคคลที่สาม เช่น บริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ เมื่อ DW ครบกำหนดอายุ หากผู้ซื้อต้องการใช้สิทธิ ผู้ซื้อจะไม่ได้หุ้นจริง ๆ แต่ได้รับเงินจากผู้ออกเท่ากับส่วนต่างของราคาใช้สิทธิกับราคาหุ้นหรือที่เรียกว่าการชำระเป็นเงินสด (Cash Settlement)

DW จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยวิธีการซื้อขายและกฎเกณฑ์เช่นเดียวกันกับการซื้อขายหุ้นอย่างไรก็ตาม การซื้อขาย DW นั้น ผู้ลงทุนจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออก DW (Credit Risk) เพิ่มเติม เนื่องจากการปฏิบัติตามภาระผูกพันของ DW เมื่อผู้ลงทุนมาใช้สิทธินั้น เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ออก DW โดยตรง ตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้รับประกันการใช้สิทธิ ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาและติดตามข้อมูลฐานะการเงินของผู้ออก DW เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถือ มีฐานะการเงินดี และมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ออกจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้สิทธิของ DW ได้ตามที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้สนใจ และเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนใน DW ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ www.set.or.th และ Money Channel เป็นต้น

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ S-E-T Call Center โทร. 0-2229- 2222
ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Read more..

ทิสโก้ แนะลงทุนหุ้น จีน-อินเดีย เชื่อจังหวะดีรับศก. ฟื้นชัดเจน

บลจ.ทิสโก้แนะลูกค้าเดินหน้าลงทุนจีน-อินเดีย มั่นใจเป็นจังหวะดี หลังพบสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน ดันผลการดำเนินงาน "ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย" ปรับตัวดีขึ้นกว่า 33% พร้อมเตรียมโปรโมชั่นเอาใจลูกค้าซื้อหน่วยลงทุนไชน่า อินเดีย ทุกๆ 15,000 บาท รับฟรีบัตรของขวัญ 100 บาท ตั้งแต่ 1 มิ.ย.ถึง 31 ก.ค.นี้

นายพิชา รัตนธรรม หัวหน้าธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การเข้าลงทุนในประเทศจีนและอินเดียขณะนี้นับเป็นช่วงเวลาที่จังหวะเหมาะมากที่สุด เนื่องจากเป็นสองประเทศในเอเชียที่ยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด

"เราไม่อยากให้นักลงทุนพลาดโอกาสการลงทุน เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นของทั้งสองประเทศมีการปรับตัวลดลงมาอย่างมากจากการเทขายเพื่อทำกำไรอย่างหนักโดยนักลงทุนทั่วโลก แต่ปัจจุบันตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาพอสมควรแล้วจากการไหลกลับของเงินทุนจากทั่วโลก ซึ่งส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของ กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย เพื่อการเลี้ยงชีพของเราด้วย"นายพิชากล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปีผลการดำเนินงานของกองทุนปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 33% ซึ่งถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีและเชื่อว่าหุ้นของทั้งสองประเทศน่าจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดหากนักลงทุนมีความต้องการจะลงทุนในกองทุนประเภทนี้ บริษัทได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย เพื่อการเลี้ยงชีพ” โดยนอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว (ไม่เกิน 15% ของรายได้ หรือสูงสุด 500,000 บาทต่อปี) ผู้ลงทุนยังจะได้รับบัตรของขวัญจากท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต มูลค่า 100 บาท สำหรับเงินลงทุนทุกๆ 15,000 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าสูงสุด 3,000 บาท โดยโปรโมชั่นดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึงวันที่ 31 ก.ค.52 นี้

นายพิชา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในกองทุน RMF เพื่อการลดหย่อนภาษีเงินได้ และในขณะเดียวกันก็ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการลงทุนในกอง RMF ตราสารหนี้และตราสารทุนในประเทศเพียงอย่างเดียวนั้น “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย เพื่อการเลี้ยงชีพ” ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งนี้เนื่องจากกองทุนดังกล่าวเป็นกอง RMF กองแรกและกองเดียวที่มีเสนอขายในตลาดที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นจีนและอินเดียผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งการลดหย่อนภาษี และโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการลงทุนในขณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อหักลดหย่อยภาษีในรูปแบบอื่น บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ภายใต้การบริหารให้นักลงทุนได้เลือกอีก โดยปัจจุบัน บลจ. ทิสโก้ มีกองทุน RMF ภายใต้การบริหารจัดการ จำนวน 5 กอง คือ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้มั่นคงเพื่อการเลี้ยงชีพ” ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินคลัง, “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ” ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และตราสารหนี้ประเภทอื่นๆ, “กองทุนเปิด ทิสโก้ พลทรัพย์เพื่อการเลี้ยงชีพ” กองทุนผสมแบบยืดหยุ่นที่ลงทุนได้ทั้งในตลาดหุ้นและตราสารหนี้, “กองทุนเปิด ทิสโก้ หุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ” เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า อินเดีย เพื่อการเลี้ยงชีพ” ซึ่งเป็นกอง RMF กองใหม่ล่าสุดของทิสโก้ และมีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ภายใต้การบริหารจัดการ 2 กอง คือ “กองทุนเปิด ทิสโก้ หุ้นระยะยาว” และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ หุ้นระยะยาวปันผล” ที่เน้นลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี มีศักยภาพในการเติบโตสูง

Read more..

KTAM ขายบอนด์เกาหลีให้ยิลด์ 4.60% ูผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ในประเทศ

บลจ.กรุงไทย เปิดไอพีโอ "กรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 12 เดือน 1" ลงทุนในตราสารหนี้สถาบันการเงินเกาหลี ชูผลตอบเเทนสูงถึง 4.60% ต่อปี พร้อมทั้งเปิดขายโรโอเวอร์ "กรุงไทยสมาร์ท อินเวส 6 เดือน1" รอบใหม่ ให้ยิลด์ 1.30% ต่อปี เปิดขายหน่วยลงทุนพร้อมกันเเล้วตั้งเเต่วันนี้ถึง 28 เมษายนนี้

นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในช่วงนี้ว่า ตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นในประเทศอายุไม่เกิน 1 ปี ยังทรงตัวที่ประมาณ 0.70 - 0.88% ซึ่งเกิดจากสภาพคล่องในตลาดเงินระยะสั้นที่มีอยู่ในระดับสูง คาดว่าแนวโน้มอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นจะยังคงทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง จากภาวะการณ์ดังกล่าว ทำให้ตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านเครดิต และจากผู้ฝากเงินที่หันมาลงทุนในกองทุนตลาดเงินระยะสั้นเพิ่มขึ้น

โดยบลจ.ได้เปิดจำหน่ายกองทุนรวมกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 12เดือน 1(KTFF12M1) ที่มีอายุโครงการ 1 ปี เเละมีมูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท โดยกองทุนทจะลงทุนในนตราสารหนี้สถาบันการเงินภาครัฐต่างประเทศ ได้แก่ Export – Import Bank of Korea และ Korea Development Bank ซึ่งสถาบันการเงินทั้ง 2 แห่ง จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ เป็นกลไกที่สำคัญของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการดำเนินนโยบายต่างๆ ในปัจจุบันรัฐบาลเกาหลีถือหุ้นในสถาบันการเงินดังกล่าวทั้ง 100 % ส่งผลให้กองทุนได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 4.60% ต่อปี ซึ่งผลตอบแทนจูงใจกว่า การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ในประเทศ ที่มีอายุใกล้เคียงกัน และเงินลงทุนจะมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน เปิดขายครั้งเเรกตั้งเเต่วันนี้ถึง (ไอพีโอ) -28 เมษายน 2552

สำหรับกองทุนรวมกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 12เดือน1 จะเน้นลงทุนในตราสารเเห่งหนี้ เงินฝาก เเละหรือตราสารทางการเงินต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (investment grade) โดยกองทุนจะลงทุนในตราสารเเห่งหนี้ต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ส่วนที่เหลืออาจพิจารณาลงทุนในเงินฝาก ตราสารเเห่งหนี้ที่มีลักษณะคล้ายเงินฝาก ตราสารเเห่งหนี้ทั่วไปเละหรือลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์อื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์เเละตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)หรือสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.ประกาศกำหนด ทั้งนี้กองทุนจะเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยง(Hedging) เเต่กองทุนจะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเเฝง (Structured Note)

ขณะเดียวกันบลจ.ยังได้เปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 6 เดือน1( KTSIV6M1) ในรอบใหม่( Roll Over) อีกครั้ง โดยกองทุนดังกล่าวมีโครงการอายุ 6 เดือน เเละกองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน และเงินฝากสถาบันการเงิน โดยได้รับการจัดอันดับเครดิตตั้งแต่ A- ขึ้นไป ซึ่งกองทุนจะลงทุนในพันธบัตรภาครัฐในประเทศ 20% เงินฝาก /บัตรเงินฝาก / ตั๋วแลกเงินของธนาคารเกียรตินาคิน และธนาคารทิสโก้ ในสัดส่วนสถาบันละ 20% ตั๋วแลกเงินของบมจ.บัตรกรุงไทย และบมจ.ภัทรลิสซิ่ง บริษัทละ 20% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ส่งผลให้กองทุนได้รับผลตอบแทนประมาณการที่ 1.30% ต่อปี เปิดขายหน่วยลงทุนตั้งเเต่วันนี้ถึง 24 เมษายน 2552

โดยกองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท อินเวส 6 เดือน1 จะลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารเเห่งหนี้ภาคเอกชน เเละหรือตราสารเเห่งหนี้ภาครัฐที่มีคุณภาพ เเละมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นสูง เเละหรือเงินฝากหรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.กำหนดหรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้ โดยกองทุนจะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Derivatives) เเละจะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Structured Note)


ที่มา : ผู้จัดการ

Read more..

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว

หากไม่นับรวมการลงทุนในกองทุนรวมที่เน้น ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ที่กลับมาทยอยออกกันมาอย่างหนาแน่นในช่วงนี้ การลงทุนอื่นที่ค่อนข้างมีความมั่นคง สามารถไว้วางใจได้ในเรื่องของผลตอบแทนที่ดี และมีความสม่ำเสมอคงหนีไม่พ้นการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน

วันนี้ “ASTV ผู้จัดการกองทุนรวม” ขอนำมาดูการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กันว่าจะมีปัจจัยใดบ้างที่หนุนให้กองทุนบางประเภทมีความโดดเด่น และมีความน่าสนใจมากขึ้น หรือลดความน่าสนใจลงไป โดยในปัจจุบัน กองทุนในตลาดมีสินทรัพย์ที่ลงทุนค่อนข้างหลากหลาย และยังมีจุดดีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งจะขอพามาพบกับบทวิเคราะห์ และมุมมองของผู้จัดการกองทุนกัน

ก่อนอื่น ขอเริ่มต้นกันด้วยแนะนำ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กันก่อนดีกว่า ซึ่งกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีดังนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในสนามบิน ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF) ซี่งบริหารจัดการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นครหลวงไทย จำกัด

สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรมให้เช่า ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TFUND) ซี่งบริหารจัดการโดย บลจ.บัวหลวง และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยอินดัสเตรียล 1 (TIF1) ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย)

ส่วนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในอาคาร สำนักงาน ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์บางกอก (BKKCP) ซึ่งบริหารจัดการโดย บลจ.วรรณ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มิลเลียนแนร์ (MIPF) ของ บลจ.วรรณ เช่นกัน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QHPF) ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เจซี ของ บลจ.พรีมาเวสท์


ขณะที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ยูโอบี อะพาร์ทเมนท์ หนึ่ง (UOBAPF) ซึ่งบริหารจัดการโดย บลจ.ยูโอบี (ไทย) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โกลด์ (GOLDPF) ของ บลจ.กสิกรไทย กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เออร์บานา (URBNPF) ของ บลจ.นครหลวงไทย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์ (TU-PF) ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) แต่กองทุนมีสินทรัพย์ที่เน้นลงทุนเพิ่มเติมเป็นหอพักนักศึกษา นอกเหนือจากการที่เข้าไปลงทุนในเซอร์วิสอพาร์เมนต์เช่นกองทุนอื่น

ด้านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในศูนย์การค้า ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF) ซึ่งบริหารจัดการโดย บลจ.ทหารไทย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ฟิวเจอร์พาร์ค (FUTUREPF) ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไลฟ์สไตล์ (MJLF) ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) เช่นกัน

ส่วนทางด้านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในบ้านเช่า ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอ็มเอฟซี-นิชดาธานี (MNIT) ซี่งบริหารจัดการโดย บลจ.เอ็มเอฟซี กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์บ้านแสนสิริ (SIRIPF) ของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟ็ค (PFFUND) ของ บลจ.วรรณ และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มัลติเนชั่นแนลเรสซิเดนซ์ฟันด์ (MNRF) ของ บลจ.เอ็มเอฟซี แต่กองทุนมีสินทรัพย์ที่เน้นลงทุนเพิ่มเติมเป็นคอนโดมิเนียมให้เช่า นอกเหนือจากการที่เข้าไปลงทุนในบ้านเช่าเช่นกองทุนอื่น

นอกจากนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในโรงแรม ได้แก่ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ควอลิตี้ ฮอสพิทอลลิตี้ (QHOP) ซี่งบริหารจัดการโดย บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในรีสอร์ต ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ลักซ์ชัวรี่ (LUXF) ของ บลจ.ทหารไทย ส่วนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ต ได้แก่ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา (CTARAF) ของ บลจ.กสิกรไทย

สำหรับบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ผ่านช่วงการขึ้นเครื่อง XD ไปแล้ว โดยกองทุนส่วนใหญ่จ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยมีบางกองจ่ายสูงถึง 14.6% แม้ปริมาณการซื้อขายจะเบาบางมาก บริษัทแนะนำนักลงทุนรายบุคคลในประเทศให้ระมัดระวังการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และเน้นเฉพาะคนที่ต้องการลงทุนในระยะยาวๆ เท่านั้น ขณะนี้มีเพียงกองทุน SPF, TFUND และ CPNRF ที่มีสภาพคล่องเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรตระหนักว่ารายได้ค่าเช่าย่อมมีแนวโน้มลดลงในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้

สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทในปีที่ผ่านมานั้นถือได้ว่าค่อนข้างดี เนื่องจากกองทุนได้มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ราคาของมูลค่าหน่วยลงทุนก็ไม่ได้มีความผันผวนมากนัก โดยภาพรวมใหญ่สำหรับการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้น ถือเป็นทางเลือกที่ดีของนักลงทุน และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้

"การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ สำหรับนักลงทุนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาเสนอ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้ง และศักยภาพของสินทรัพย์ที่ไปลงทุน โดยจะต้องเลือกทำเลที่ดีมีนักลงทุนให้ความสนใจ"

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น บริษัทไม่ได้มีการทำการตลาดมากนัก แต่เราจะเน้นการบริหารให้กองทุนมีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายปันผลให้แก่สมาชิกและนักลงทุนได้อย่างเพียงพอ

สุทธิพงศ์ พัวพันธ์ประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดการกองทุน บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจส่งผลทำให้รายได้ในสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ปรับลดลง โดยเฉพาะหากเป็นสินทรัพย์ที่อิงกับการเจริญเติบโตของประเทศยิ่งถูกกระทบมากขึ้นจนส่งผลต่ออัตราการจ่ายปันผลในปีนี้ลดลงจากรายได้การเช่าที่ลดลง แต่ต้องดูในรายประเภทสินทรัพย์ว่าคิดค่าเช่าอย่างไร เพราะหากมีการทำสัญญาเป็นรายปีจะไม่กระทบมาก หรือมีการการันตีจากธนาคารในเรื่องของรายได้ก็จะมีความเสี่ยงลดลง

ทั้งนี้ กองทุนอสังหาฯไทคอนมีลูกค้ายกเลิกการเช่าโรงงานไปแล้ว 1-2 ราย ทำให้อัตราการเช่าอยู่ที่ 90% แต่ด้วยจากการคิดอัตราค่าเช่ารายปีและไม่มีการกู้เงิน ทำให้กองทุนไม่มีภาระในเรื่องดอกเบี้ยมาเป็นต้นทุน ดังนั้น หากรายได้ลดลงก็จะมีการลดต้นทุนการให้บริการในบางส่วนของโรงงานลงเท่านั้น ส่วนการจะไปลดค่าเช่าเพื่อกระตุ้นลูกค้าคงต้องดูแนวโน้มเศรษฐกิจและประเมินสถานการณ์ก่อน

"ตอนนี้กองทุนไทคอนยังมีรายได้ที่รับค้างเข้ามา 40 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่ยังไม่ได้ใช้ หากรายได้ลดลงก็ยังมีเงินจำนวนนี้จ่ายปันผลได้อยู่ ส่วนอัตราผลตอบแทนเงินปันผลทั้งอุตสาหกรรมเฉลี่ยคงสู้ปีที่แล้วไม่ได้ แต่คงไม่ต่ำจนติดลบเพราะยังมีบางกองที่การันตีผลตอบแทนในช่วงเริ่มแรกของกองทุน"

เขมชาติ สุวรรณกุล ผู้จัดการกองทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า กองทุนอสังหาฯที่ดูแลยังอยู่ในระยะเวลาการันตีในเรื่องรายได้อีก 4 ปี โดยกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์โรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทาราอยู่ที่ 70 ล้านบาทต่อปี และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โกลด์อยู่ที่ 160 ล้านบาท ต่อปี ส่งผลให้แม้สินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทจะมีรายได้ลดลงก็ไม่กระทบต่อผู้ถือหน่วยลงทุน แต่ยอมรับว่าจากการคุยกับผู้บริหารกองทุนได้คาดการณ์รายได้ปีนี้จะไม่มีอัตราการเติบโตจากปีก่อนหลังมีสัญญาณผู้เช่าลดลง

"สินทรัพย์ประเภทเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มีผลกระทบในเรื่องผู้เช่า เนื่องจากมีผู้เช่าเป็นชาวต่างชาติค่อนข้างมาก ซึ่งเมื่อบริษัทแม่มีปัญหาก็เรียกพนักงานกลับประเทศ ทำให้อัตราการเช่าลดมาอยู่ที่ 79%"

โชติมา โชติบัณฑิต ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าหน่วยลงทุน ฝ่ายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ตอนนี้สินทรัพย์ประเภทออฟฟิศให้เช่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในเรื่องรายได้ เนื่องจากมีการทำสัญญาเป็นปี สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ควอลิตี้ เฮ้าส์ มีการทำสัญญา 3 ปี รายได้จึงค่อนข้างทรงตัว แต่จะขึ้นอัตราค่าเช่ารายปีคงเป็นไปได้ยาก ทำได้เพียงคงค่าเช่าไว้เท่าเดิม และรอดูสถานการณ์ก่อน


ที่มา : ผู้จัดการ

Read more..

ETFs Development Strategies Seminar

Association of Investment Management Companies (AIMC) organized
2009 ETFs Development Strategies Seminar


Association of Investment Management Companies together with Polaris International Securities Investment Trust Co., Ltd, Taiwan organized a 2009 ETFs Development Strategies Seminar on 19 May 2009 at Grand Sheraton Sukhumvit in order to present the development of Exchange Traded Funds (ETFs) both in regional and global scale, which included an exchange of knowledge and experience in setting up and managing ETFs effectively to Thai fund mangers.


Currently, passive investing is a popular strategy among ETFs investors. At the end of Q1 2009, the global ETF industry had 1,635 ETFs with 2,857 listings, assets of USD 633.55 billion from 87 providers on 43 exchanges around the world. Nevertheless, the economic slowdown last year caused ETF asset under management (AUM) to drop by 11 percent, while MSCI World Index down by 42 percent. According to a 2008 survey from INVESCO, ETFs are now playing a major role in pension funds. The pension in Europe and America continuously increase their use of ETFs, where the country that has shown a major shift in the use of ETFs is France.

In Asia, there are 194 ETFs with assets of USD 45.56 Billion. Japan has the highest number of ETFs listing, 64 ETFs with assets of USD 23.39 Billion, which then followed by South Korea and Singapore.

Traditional ETF investment only covered blue-chip indices such as S&P 500, FTSE100, Hang Seng, and Nikkei. However, new ETF evolved from proliferation of new indices that diverse ETFs investment into different type like Fixed Income ETFs, Shariah ETFs, Real Estate ETFs, Emerging Market ETFs or even Dividend ETFs.

For Thailand, Equity ETFs was first introduced in 2007. Now, the market has 2 ETFs, ThaiDEX SET50 ETF (TEDX) with SET 50 market-weighted index as its underlying asset and M Track Energy (ENGY) with SET ENERGY as its underlying asset, with total assets of USD 0.05 Billion


Source : AIMC

Read more..

โปรโมทเว็บการเงินฟรี